ReadyPlanet.com
dot
bulletหน้าแรก
dot
เกี่ยวกับเรา
dot
bulletวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์กรมศุลกากร
bulletส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
bulletโครงสร้างส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
bulletทำเนียบนายด่านศุลกากร ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
bulletหมายเลขโทรศัพท์
bulletแผนที่ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
bulletสายตรงผู้อำนวยการส่วน
dot
กฎหมายศุลกากร
dot
bulletข้อควรทราบในการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
bulletมาตราที่เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออกทางไปรษณีย์
bulletพระราชบัญญัติศุลกากร
dot
พีธีการศุลกากรทางไปรษณีย์
dot
bulletหลักการทั่วไป
bulletพิธีการขาเข้า
bulletค่าธรรมเนียมและการเก็บรักษา
bulletพิธีการและการตรวจปล่อยฯ
bulletข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน
bulletพิธีการขาออก
bulletพิธีการเฉพาะกรณี
bulletแนวทางการติดต่อราชการในการรับสิ่งของที่นำเข้า-ส่งออกทางไปรษณีย์
bulletแนวทางการติดต่อราชการในการรับสิ่งของที่นำเข้า-ส่งออกทางไปรษณีย์ version English
bulletการส่งและนำโบราญวัตถุ ศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักรไทย
bulletการส่งและนำโบราญวัตถุ ศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร Version English
dot
แบบฟอร์มทางไปรษณีย์
dot
bulletตัวอย่างใบแจ้งฯ
bulletแบบฟอร์มคำร้องขอโต้แย้งการประเมินราคา/ภาษีอากร
dot
ข้อมูลเกี่ยวกับศุลกากร
dot
bulletกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิด
bulletราคา
bulletพิกัดอัตราศุลกากร
bulletพิกัดอัตราศุลกากร (HS 2007)
bulletอัตราแลกเปลี่ยน
bulletจุลสารศุลกากร
bulletประกาศกรม/ประกาศกระทรวง
bulletตรวจค้นข้อมูลทะเบียนธุรกิจ
dot
เรื่องทั่วไป
dot
bulletประวัติไปรษณีย์ไทย
bulletเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณต่างๆ
bulletคลินิกภาษีกระทรวงการคลัง
bulletติดต่อเรา




ข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน

2 06 05 01   ข้อตกลงว่าด้วยการอายัดพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ และสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย     กรมศุลกากร  และกรมตำรวจ      

เพื่อให้การร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยการนำสิ่งของ หรือสินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยยังมิได้เสียภาษีอากรและ/หรือนำสิ่งของ หรือสินค้าที่ผิดกฎหมายมาฝากส่งเข้าสู่ทางไปรษณีย์ในประเภทพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศหรือทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย และเพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปโดยสะดวกและเรียบร้อย  การสื่อสารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และกรมตำรวจ จึงร่วมกันทำข้อตกลงนี้ขึ้นเพื่อถือเป็นแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้

      (1)                 ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2529 ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากรและกรมตำรวจ

      (2)                 เจ้าหน้าที่ผู้มีสิทธิขออายัดต้องเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป

      (3)           ผู้ขออายัดต้องนำหนังสือขออายัดจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด หรือผู้ทำการแทนยื่นต่อเจ้าหน้าที่ทำการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ณ ที่ทำการที่ขออายัดพร้อมแสดงหลักฐานบัตรประจำตัว

      (4)           หนังสือขออายัด  ให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต้นทางและ/หรือรายละเอียดอื่นๆ  เช่น       เลขหมาย เครื่องหมาย จ่าหน้า  ลักษณะพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ หรือสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศที่ต้องการอายัด

      (5)           ผู้ขออายัดต้องอายัดหีบห่อพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ   หรือสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ เฉพาะที่มีเหตุอันชวนเชื่อได้ว่า สิ่งของภายในเป็นสิ่งของต้องสงสัยว่าจะหลีกเลี่ยงภาษีอากร ของต้องกำกัด   ของต้องห้ามในการนำเข้าในราชอาณาจักร หรือของผิดกฎหมาย การอายัดถุงไปรษณีย์จะกระทำมิได้

     (6)                 พัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ

(6.1)             ผู้ขออายัดต้องขออายัดและเปิดตรวจ ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต้นทาง

(6.2)             การขออายัดนั้นต้องกระทำก่อนปิดถุงไปรษณีย์

(6.3)         ผู้ขออายัดต้องเป็นผู้ดำเนินการติดต่อ   หรือพาตัวผู้ฝากส่งมาร่วมในการเปิดตรวจพัสดุไปรษณีย์ที่ขออายัดนั้นโดยจะให้เวลาในการติดต่อและหาตัวผู้ฝากส่งภายในกำหนด 2 วัน ทำการนับตั้งแต่วันขออายัด เมื่อครบกำหนดแล้วหาตัวผู้ฝากส่งตามสถานที่อยู่ที่ผู้ฝากส่งแจ้งไว้ไม่พบหรือผู้ฝากส่งไม่มาให้ฝ่ายผู้ขออายัดเปิดหีบห่อเอง  โดยมีเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นพยาน

(6.4)         หากปรากฏว่าสิ่งของในหีบห่อนั้นเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษีอากร ของต้องกำกัด ของต้องห้ามในการนำเข้าในราชอาณาจักรหรือผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะมอบหีบห่อและสิ่งของให้แก่ผู้ขออายัดรับไป โดยมีหลักฐานการส่งมอบและรับมอบไว้และให้หีบห่อและสิ่งของอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายผู้ขออายัด

(6.5)         ในกรณีที่เปิดตรวจแล้วไม่ปรากฏว่า เป็นของต้องกำกัด ของต้องห้าม ของที่ยังมิได้เสียภาษีอากร หรือของ    ผิดกฎหมาย  และประสงค์จะฝากส่งเข้าสู่ทางไปรษณีย์ เพื่อให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งไปนำจ่ายแก่ผู้รับตามจ่าหน้า ให้ฝ่ายผู้ขออายัดจัดการปิดหีบห่อนั้นให้เรียบร้อยและตรงตามลักษณะของหีบห่อพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ ตามระเบียบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย แล้วลงลายมือชื่อผู้ขออายัดกำกับไว้บน  หีบห่อพร้อมทั้งประทับตราข้อความว่า ?เปิดตรวจโดย (เจ้าหน้าที่ศุลกากรหรือตำรวจซึ่งขออายัดแล้วแต่กรณี)   ลงลายมือชื่อผู้เปิดตรวจพร้อมวันเดือนปี? บนตัวหีบห่อให้คาบกับกระดาษกาวหรือเทปแห่งเดียวหรือหลายแห่งตามความเหมาะสม รวมทั้งลายมือชื่อของผู้ฝากส่งในกรณีที่มีผู้ฝากส่งมาร่วมในการเปิดตรวจ และให้   เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อบนหีบห่อ เพื่อเป็นพยานในการเปิดหีบห่อนั้นด้วย และให้ฝ่ายผู้ขออายัดบรรจุหีบห่อนั้นลงในถุงพลาสติกโปร่งใสที่เหนียวหนาพอสมควร และผูกปากถุงหนีบตรา กศก. อีกชั้นหนึ่ง แล้วส่งมอบหีบห่อให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการต่อไป

(6.6)         ห้ามมิให้มีการอายัดและเปิดตรวจหีบห่อพัสดุไปรษณีย์รับประกันที่ได้อายัดและเปิดตรวจแล้วซ้ำอีก  จนกว่าหีบห่อนั้นจะส่งไปถึงที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปลายทาง

(6.7)         พัสดุไปรษณีย์รับประกันที่มิได้มีการขออายัดและเปิดตรวจ ณ ไปรษณีย์โทรเลขต้นทาง จะทำการขออายัดและเปิดตรวจได้เฉพาะที่ไปรษณีย์โทรเลขปลายทางเท่านั้น

(6.8)         ฝ่ายผู้ขออายัดจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหาย  ซึ่งหากจะเกิดขึ้นแก่หีบห่อและสิ่งของที่อยู่ภายในหีบห่อนั้น เนื่องจากการอายัดและการเปิดตรวจนั้น

ในกรณีที่มีปัญหาว่าความเสียหายหรือสูญหายเนื่องจากการอายัด และเปิดตรวจหรือไม่  ให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้แทนการสื่อสารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากรและ       กรมตำรวจ

     (7)                 สิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ

(7.1)         การขออายัดและเปิดตรวจสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ    ที่ทำการไปรษณีย์    โทรเลขต้นทาง ให้กระทำได้เฉพาะที่เป็นหีบห่อเท่านั้น

(7.2)         การเปิดตรวจให้กระทำทันทีภายหลังที่ได้ทำการขออายัด ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต้นทางในวันที่ทำการขออายัดนั้นซึ่งต้องกระทำก่อนปิดถุงไปรษณีย์ โดยให้ฝ่ายผู้ขออายัดเปิดหีบห่อเอง และเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นพยาน

(7.3)         ความรับผิดชอบในความเสียหาย หรือสูญหายที่เกิดขึ้นแก่หีบห่อและสิ่งของอันเนื่องจากการอายัดและเปิดตรวจ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับเรื่องของการเปิดตรวจพัสดุไปรษณีย์รับประกัน

(7.4)         ในกรณีที่เปิดตรวจแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นของต้องกำกัด  ของต้องห้าม ของที่ยังมิได้เสียภาษีอากร  หรือของผิดกฎหมายและประสงค์จะฝากส่งทางไปรษณีย์เพื่อให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งไปนำจ่ายแก่ผู้รับตามจ่าหน้าให้ฝ่ายผู้ขออายัดจัดการปิดหีบห่อนั้นให้เรียบร้อยและตรงตามลักษณะของหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ ตามระเบียบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย แล้วลงลายมือชื่อผู้ขออายัดกำกับไว้บนหีบห่อ พร้อมทั้งประทับตราข้อความว่า ?เปิดตรวจโดย (เจ้าหน้าที่ศุลกากรหรือตำรวจซึ่งขออายัดแล้วแต่กรณี) ลงลายมือชื่อผู้เปิดตรวจพร้อมวันเดือนปี? บนหีบห่อให้คาบกับกระดาษกาวหรือเทปแห่งเดียว หรือหลายแห่งตามความเหมาะสมและเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ลงลายมือชื่อบนหีบห่อเพื่อเป็นพยานในการเปิดหีบห่อนั้นด้วย แล้วส่งมอบหีบห่อให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการต่อไป

ในกรณีที่การหุ้มห่อตามวรรคแรกยังมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงพอ ให้ฝ่ายผู้ขออายัดนำหีบห่อดังกล่าวบรรจุลงในถุงพลาสติกโปร่งใส ที่เหนียวหนาพอสมควรและผูกปากถุงหนีบตราตะกั่วอีกชั้นหนึ่ง

(7.5)         สิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศนั้น  เมื่อได้มีการอายัดและเปิดตรวจ    ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต้นทางแล้ว จะทำการอายัดและเปิดตรวจอีกไม่ได้เว้นแต่เป็นการอายัด ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปลายทาง

     (8)                 ข้อตกลงฉบับนี้อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ หากมีเหตุผลและความจำเป็น ทั้งนี้โดยความตกลงยินยอมของทั้งสามฝ่าย

     (9)           รายละเอียดและวิธีปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อตกลงนี้  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจแจ้งเป็นหนังสือต่อกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปโดยเรียบร้อย

     (10)         บรรดาคำสั่งหรือระเบียบใดๆของการสื่อสารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากรหรือกรมตำรวจ ที่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงนี้ ให้ใช้ข้อตกลงนี้แทน

     (11)             ให้ใช้ข้อตกลงนี้ตั้งแต่วันที่  15  กันยายน 2529 เป็นต้นไป

 

 


 

2 06 05 02   ข้อตกลงว่าด้วยการอายัดพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ       และสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ     (ฉบับเพิ่มเติม)     ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากร                 

เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยการนำสิ่งของที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยยังมิได้เสียภาษีอากรและหรือนำสิ่งของ หรือสินค้าที่ผิดกฎหมายมาฝากส่งเข้าสู่ทางไปรษณีย์ในประเภทพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศหรือทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อให้มีการแจ้งข่าวสารข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับการสื่อสารแห่งประทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม การสื่อสารแห่งประเทสไทยและกรมศุลกากรจึงร่วมกันทำข้อตกลงนี้เพื่อถือปฏิบัติต่อไปนี้

     (1)                 ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2534 ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทยกับกรมศุลกากร

     (2)           ให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 4 ขึ้นไปมีสิทธิขออายัดพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ และสิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ ณ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ได้อีกแห่งหนึ่ง

     (3)           ผู้ขออายัดตามข้อ (2) ต้องยื่นหนังสือขออายัด  ซึ่งแจ้งความประสงค์โดยชัดเจนและลงนามโดยผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าฝ่าย ต่อหัวหน้าศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ เมื่อได้รับ อนุญาตจากหัวหน้าศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ แล้ว  จึงดำเนินการอายัดได้

     (4)           กรมศุลกากรต้องระมัดระวังมิให้การอายัดพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ   และสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ ณ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานของศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ

     (5)           ผู้ขออายัดต้องอายัดหีบห่อพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ  และสิ่งของที่ส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ ณ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ เฉพาะที่มีเหตุอันชวนเชื่อได้ว่า สิ่งของภายในเป็นสิ่งของอันต้องสงสัยว่าจะ       หลีกเลี่ยงภาษีอากร  เป็นของต้องกำกัด ของต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือของผิดกฎหมายเท่านั้น    โดยผู้ขออายัดอาจขอให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ เปิดถุงไปรษณีย์บรรจุพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ หรือสิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศแล้วตรวจสอบ และขออายัดเฉพาะส่วนที่ต้องสงสัยดังกล่าวข้างต้นไปดำเนินการ ณ สถานที่ทำการของผู้ขออายัดทันที โดยมีการทำหลักฐานรับมอบ-ส่งมอบระหว่างกันที่มีรายละเอียดชัดเจน ทั้งนี้ ถือว่าพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ และสิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ขออายัดนับแต่การรับมอบ-ส่งมอบเสร็จสิ้นลง

     (6)           ผู้ขออายัดต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้ฝากส่งทุกรายทราบถึงการอายัดพัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศและสิ่งส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศทุกชิ้นที่ถูกอายัด ณ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ และส่งสำเนาหนังสือแจ้งผู้ฝากส่ง   ดังกล่าวให้หัวหน้าศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ด้วย

     (7)           ในกรณีเกิดความเสียหายแก่สิ่งของที่บรรจุภายในพัสดุไปรษณีย์ธรรมดา พัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศ หรือ      สิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ หรือเกิดความล่าช้าขึ้นแก่สิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ และการสื่อสารแห่งประเทศไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฝากส่ง กรมศุลกากรยินดีรับชดใช้ค่าเสียหายให้   การสื่อสารแห่งประเทศไทยตามจำนวนที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยต้องจ่ายให้แก่ผู้ฝากส่ง

     (8)           ทุกสิ้นเดือน กรมศุลกากรจะแจ้งให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยทราบถึงผลการดำเนินการกับพัสดุไปรษณีย์ในประเทศ พัสดุไปรษณีย์รับประกันในประเทศและสิ่งของส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศที่ได้ขออายัดไปจากที่ทำการต่างๆ ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยโดยจะแยกรายละเอียดเป็นรายที่ทำการ และวันที่ขออายัด ทั้งนี้ เพื่อที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะได้มีข้อมูลสนับสนุนในการให้ความร่วมมือแก่กรมศุลกากร และสามารถใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยต่อไป

     (9)                 ข้อตกลงฉบับนี้อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผล และความจำเป็น ทั้งนี้โดยความตกลงยินยอมทั้งสองฝ่าย

     (10)         รายละเอียดและวิธีการปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อตกลงนี้   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจแจ้งเป็นหนังสือต่อกันเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปโดยเรียบร้อย

     (11)         บรรดาคำสั่ง  ระเบียบหรือข้อตกลงใดๆ ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยและกรมศุลกากรที่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงนี้  ให้ใช้ข้อตกลงนี้แทน

     (12)             ให้ใช้ข้อตกลงนี้ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป

 

 


 

2 06 05 03   หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอายัดพัสดุไปรษณีย์ในประเทศที่ไม่ใช่รับประกัน           

     (1)           วัตถุประสงค์  เพื่อป้องกันผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงหลบหนีภาษีศุลกากร โดยอาศัยถุงไปรษณีย์เป็นพาหนะขนส่ง จากจังหวัดชายแดนเข้ามาภายในประเทศ

     (2)           ขอบเขต กรมศุลกากรจะทำการตรวจสอบเฉพาะที่ฝากส่งภาคพื้น เพื่อขจัดปัญหาและลดภาระในการปฏิบัติงานของ   เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเฉพาะที่สงสัยว่าหีบห่อใดอาจบรรจุของที่ต้องอากร หรือต้องกำกัดในการนำเข้า สำหรับในส่วนของการสื่อสารแห่งประเทศไทยคงปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย     ตามปกติ

     (3)                 หลักเกณฑ์การขออายัด

(3.1)         กรมศุลกากรจะทำการขออายัดเฉพาะที่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการฝากส่งสิ่งของดังกล่าว  หรือเฉพาะรายที่      สืบรู้มาแน่ชัดแล้วเท่านั้น

(3.2)         เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร  ที่มีอำนาจอายัด  ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ  3  ขึ้นไป โดยต้องทำเรื่องขออายัดเป็น      ลายลักษณ์อักษร

(3.3)         กรมศุลกากรขอความร่วมมือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย   ให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต้นทางแจ้งให้       กรมศุลกากรต้นทางหรือใกล้เคียงทราบ ในกรณีผู้ฝากส่งสิ่งของดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากกรมศุลกากรไม่มีด่านฯ หรือเจ้าหน้าที่ประจำอยู่หรือบางแห่งมีแต่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ฝากจะนำมาฝากเมื่อใด

(3.4)         การสื่อสารแห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือให้กรมศุลกากร  แจ้งชื่อหน่วยงานของกรมศุลกากรที่มีอำนาจ  หน้าที่อายัดพัสดุไปรษณีย์ และส่งตัวอย่างบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่หน่วยดังกล่าว เพื่อที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะได้เวียนแจ้งให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขต่างๆ ทราบเพื่อป้องกันผู้แอบอ้าง

     (4)                 หลักเกณฑ์การเปิดตรวจ

(4.1)         การขอเปิดตรวจจะกระทำได้เฉพาะระดับนายด่านศุลกากร หรือผู้ปฏิบัติราชการแทน โดยมีหนังสือถึงนายไปรษณีย์โทรเลขหัวหน้าที่ทำการที่เกี่ยวข้อง และการเปิดตรวจจะต้องรีบกระทำอย่างช้าไม่เกิน 3 วันนับต่อจากวันที่ขออายัด โดยผู้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย จะสั่งการให้นายไปรษณีย์โทรเลข หัวหน้าที่ทำการที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้ ตามหลักเกณฑ์ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะกำหนด

(4.2)             ต้องทำการเปิดตรวจสอบร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไปรษณีย์และฝ่ายศุลกากรอย่างน้อยฝ่ายละ 2 คน

     (5)                 วิธีปฏิบัติหลังจากเปิดตรวจสอบ

(5.1)         หากผลการเปิดตรวจสอบปรากฏว่า ภายในบรรจุสิ่งของที่สงสัยว่าจะหลบหนีภาษีศุลกากร และเจ้าหน้าที่ศุลกากรประสงค์จะรับไปดำเนินการ ให้นายด่านศุลกากรที่เกี่ยวข้องทำหนังสือแจ้งผู้ฝากส่งทราบ โดยสำเนาให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องและการสื่อสารแห่งประเทศไทยไว้เป็นหลักฐานการขอรับพัสดุฯ ไปดำเนินการ ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าพัสดุฯ นั้น พ้นจากทางไปรษณีย์และอยู่ในความรับผิดชอบของศุลกากรหากเสร็จเรื่องแล้วและกรมศุลกากรต้องการส่งต่อให้ผู้รับโดยทางไปรษณีย์ ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีในข้อ (5.2)

(5.2)         หากการเปิดตรวจสอบไม่ปรากฏสิ่งของที่สงสัยว่า จะหลบหนีภาษีศุลกากรให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการหุ้มห่อใหม่และประทับตราหรือผนึกป้ายที่มีข้อความว่า  ?พัสดุฯ นี้ถูกอายัดและเปิดตรวจโดยศุลกากร?  และลงชื่อรับรองทั้ง 2 ฝ่าย แล้วส่งคืนให้กับเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้ผู้รับต่อไป ในกรณีอายัด ณ ปลายทาง เมื่อผู้ฝากหรือผู้รับนำหลักฐานมาขอรับคืนแล้ว หากพัสดุนั้นอยู่ในความอารักขาของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ก็ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยจ่ายให้แก่ผู้ฝากหรือผู้รับได้ แต่ถ้าอยู่ในความอารักขาของกรมศุลกากร ก็ให้กรมศุลกากรจ่ายให้แก่ผู้ฝากหรือผู้รับได้  แล้วแจ้งให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยทราบ

(5.3)         หากผลการเปิดตรวจสอบปรากฏว่า พัสดุฯห่อใดบรรทุกสิ่งของผิดกฎหมายอื่นๆ นอกเหนือจากกฎหมายศุลกากร ทางการสื่อสารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

(5.4)         ในกรณีข้อ (5.1) เมื่อกรมศุลกากรได้ดำเนินการไปแล้วประการใดต้องแจ้งให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยทราบทุกคราวไป

 

 


 

2 06 05 04   ข้อตกลงว่าด้วยการอายัดสิ่งของส่งไปรษณีย์ถึงปลายทางต่างประเทศที่บรรจุสิ่งของต้องห้าม สิ่งเสพติดให้โทษ หรือผิดกฎหมายระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย กับกรมศุลกากร

     (1)                 ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทยกับกรมศุลกากร

     (2)           เจ้าหน้าที่ผู้มีสิทธิขออายัดต้องเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป   และต้องเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบในการอายัดตามที่กรมศุลกากร  ได้แจ้งรายชื่อไว้กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยเท่านั้น  ทั้งนี้ ต้องพร้อมที่จะแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวต่อหัวหน้าที่ทำการหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย

     (3)           ผู้ขออายัดต้องอายัดไปรษณีย์ภัณฑ์ หรือพัสดุไปรษณีย์เฉพาะที่มีลักษณะอันชวนเชื่อได้ว่า สิ่งของภายในเป็นสิ่งของต้องห้าม สิ่งเสพติดให้โทษ หรือผิดกฎหมาย

     (4)           การขออายัดให้กระทำ ณ ที่ทำการศูนย์แลกเปลี่ยนไปรษณีย์ทางอากาศดอนเมือง กรุงเทพฯ 10001 (สำหรับสิ่งที่ส่งทางอากาศ) หรือ ณ แผนกไปรษณีย์ต่างประเทศ ที่ทำการศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ (สำหรับสิ่งที่ส่งทางภาคพื้น)

     (5)                 การขออายัดตามข้อ 4 สามารถทำได้ 2 กรณี คือ

(5.1)         กรณีที่เจ้าหน้าที่ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยสงสัย  หรือตรวจพบ   และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรมาตรวจสอบและพิจารณาขออายัดตามที่เห็นสมควร

(5.2)             กรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรมาขออายัดเอง

     (6)           การเปิดตรวจไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ตามข้อ (5) ต้องกระทำโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ผู้ขออายัดต้องทำการเปิดห่อหรือของเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นพยานหลังจากนั้นผู้ขออายัดต้องทำบัญชี        รายละเอียดสิ่งของที่บรรจุภายในแล้วทำการหุ้มห่อใหม่ โดยใช้เจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของผู้ขออายัดเอง แล้วให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยลงชื่อเป็นพยานไว้ในบัญชี

     (7)           เมื่อเปิดตรวจห่อไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ตามข้อ (6) แล้ว  ปรากฎว่าไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ห่อซองใดมิได้บรรจุสิ่งของต้องห้ามสิ่งเสพติดให้โทษ หรือผิดกฎหมาย และผู้ขออายัดเห็นควรให้ส่งต่อไปยังผู้รับได้  ผู้ขออายัดจะต้องหุ้มห่อไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวใหม่ให้มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันมิให้สิ่งของภายในรั่วไหลสูญหาย โดยวิธีผูกเชือกประทับตรา กศก. หรือใช้กระดาษกาวหรือเทปที่เหนียวหนา ปิดรอบผนึกให้มั่นคง/ประทับตราข้อความ ?OPENED FOR INSPECTION BY CUSTOMS OFFICER? ลงลายมือชื่อผู้เปิดตรวจพร้อมวัน เดือน ปี บนตัวห่อให้คาบกระดาษกาวหรือเทปแห่งเดียว หรือหลายแห่งตามความเหมาะสม แล้วส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการต่อไป

      (8)           ไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ห่อใดที่ตรวจพบว่า  สิ่งของภายในเป็นของต้องห้าม  สิ่งเสพติดให้โทษ หรือผิดกฎหมาย ให้ผู้ขออายัดรับไปดำเนินการต่อไป โดยทำบัญชีรายละเอียดของไปรษณีย์ภัณฑ์ หรือพัสดุไปรษณีย์แต่ละห่อซอง พร้อมลงนามรับมอบแล้ว มอบให้แก่หัวหน้าที่ทำการที่ขออายัดไว้เป็นหลักฐานซึ่งถือว่าไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวพ้นความรับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้ว ทั้งนี้ ผู้ขออายัดจะต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้ฝากส่งทราบถึงกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น และส่งสำเนาให้กับหัวหน้าที่ทำการที่ตนขออายัดไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวดัวย

     (9)           ไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ที่รับมอบจากที่ทำการของการสื่อสารแห่งประเทศไทย   ตามข้อ (8) แล้ว ต้องไปดำเนินการ ณ สถานที่ทำการของผู้ขออายัดเอง

หากจำเป็นต้องใช้สถานที่สำหรับเก็บรักษาห่อซองไปรษณีย์ภัณฑ์หรือพัสดุไปรษณีย์ไว้รอดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าที่ทำการที่เกี่ยวข้องก่อน และถือว่าสิ่งที่เก็บรักษาไว้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ขออายัด

     (10)             ข้อตกลงนี้อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ หากมีเหตุผลและความจำเป็น

     (11)         รายละเอียดและวิธีปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อตกลงนี้    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจแจ้งเป็นหนังสือต่อกันเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

      (12)             ให้ใช้ข้อตกลงนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไป

 

 


 

2 06 05 05   ข้อตกลงว่าด้วยการตรวจปล่อยสิ่งของส่งทางไปรษณีย์จากต่างประเทศระหว่าง  การสื่อสารแห่ง ประเทศไทยกับกรมศุลกากร

เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากรในการตรวจปล่อยสิ่งของส่งทางไปรษณีย์จากต่างประเทศเป็นไปโดยสะดวก เรียบร้อยและสอดคล้องสัมพันธ์กับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานทั้งสองแห่ง การสื่อสารแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากรจึงได้ร่วมกันจัดทำข้อตกลงเพื่อยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

      (1) ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2535  ระหว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทยกับกรมศุลกากร

     (2) ให้ถือปฏิบัติต่อถุงไปรษณีย์จากต้นทางต่างประเทศที่ส่งมายังประเทศไทยดังนี้

(2.1) การรับมอบถุงไปรษณีย์จากผู้ขนส่ง (สายการบิน/บริษัทเดินเรือ/การรถไฟ/ผู้รับทำการขนส่ง)

(2.1.1) กรณีปกติ

ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับมอบถุงไปรษณีย์จากผู้ขนส่งหรือ      ตัวแทนผู้ขนส่ง ทั้งนี้ ก่อนการรับมอบต้องตรวจสอบจำนวนถุง และน้ำหนักถุงกับเอกสาร      รับ - ส่งมอบถุงไปรษณีย์ของต้นทางต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ บัญชีนำส่งถุงไปรษณีย์อากาศ (AV 7) บัญชีรับ-ส่งมอบถุงไปรษณีย์ภาคพื้น (C 18) หรือบัญชีรับ-ส่งไปรษณีย์ภาคพื้นขนส่งทางอากาศ     (C 18 bis) รวมทั้งตรวจสอบสภาพถุง ป้ายปากถุง เชือกผูกปากถุง และตรา กศก. หากผลการตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ปรากฏว่า ถูกต้องครบถ้วนและถุงอยู่ในสภาพเรียบร้อยให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปีที่รับมอบถุงไปรษณีย์ ในเอกสารการรับ-ส่งมอบถุงไปรษณีย์ดังกล่าวข้างต้นร่วมกับผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ขนส่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากร    ลงนามร่วมด้วยในฐานะพยานแล้วมอบสำเนา 1 ชุด ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย

(2.1.2) กรณีพบสิ่งผิดปกติ

หากผลการตรวจสอบปรากฏว่าสภาพถุง ป้ายปากถุง เชือกผูกปากถุง ตรา กศก. มีสภาพไม่เรียบร้อย หรือจำนวนหรือน้ำหนักถุงไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุผิดปกติประการใด ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ขนส่งและเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาร่วมกันทำการตรวจสอบและหมายเหตุสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่พบในเอกสาร การรับ-ส่งมอบถุงไปรษณีย์ของต้นทางต่างประเทศ เช่น บัญชีนำส่งถุงไปรษณีย์อากาศ (AV 7) บัญชีรับ-ส่งมอบถุงไปรษณีย์  ภาคพื้น (C 18 bis) เป็นต้น  โดยใช้ข้อความสั้นๆ แต่ให้ได้ใจความสมบูรณ์  พร้อมกับจัดทำรายงานขึ้นโดยละเอียด ทั้งนี้ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ทำหมายเหตุ ผู้ขนส่ง หรือตัวแทนผู้ขนส่งและเจ้าหน้าที่ศุลกากร (ในฐานะพยาน) ลงลายมือชื่อวันเดือนปีและเวลากำกับหมายเหตุ รวมทั้งลงลายมือชื่อในรายงานที่จัดทำขึ้นโดยละเอียดด้วยรายงานความผิดปกติที่จัดทำขึ้นตามความในวรรคก่อนให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยมอบแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร 1 ชุด เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการรายงานผู้บังคับบัญชา

(2.2) การเปิดถุงไปรษณีย์ต่างประเทศ

(2.2.1) ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เปิดถุงไปรษณีย์ต่างประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทั้งนี้ ให้ด่านศุลกากรและที่ทำการแลกเปลี่ยน (OFFICE OF EXCHANGE) แจ้งรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดถุงไปรษณีย์ให้แต่ละฝ่ายทราบเพื่อประโยชน์ในการติดต่อประสานงาน

(2.2.2) กรณีปกติ

เมื่อเปิดถุงฯ แล้ว  ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยตรวจสอบรายละเอียดของ   สิ่งที่บรรจุในถุงให้ถูกต้องตรงกับเอกสารกำกับถุงไปรษณีย์ของต้นทาง เช่น บัญชีกำกับการ      แลกเปลี่ยนถุงไปรษณีย์ (C 12) บัญชีพิเศษกำกับไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน (C 13) บัญชีกำกับถุงพัสดุไปรษณีย์อากาศ (CP 20) หรือ บัญชีกำกับถุงพัสดุไปรษณีย์ (CP 11) เป็นต้น เมื่อเห็นว่าถูกต้องเรียบร้อยจึงส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการต่อไป

(2.2.3) กรณีพบสิ่งผิดปกติ

1) หากพบความผิดปกติใดๆ เช่น ได้รับไว้ขาดจำนวน เกินจำนวนหรือมีสภาพชำรุดเสียหาย ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่เปิดถุงหมายเหตุความผิดปกติที่ตรวจพบในเอกสารกำกับถุงไปรษณีย์ของต้นทาง แล้วลงลายมือชื่อและวันเดือนปีร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (ในฐานะพยาน) กำกับการหมายเหตุดังกล่าวด้วย

2) ในกรณีที่ไม่ได้รับเอกสารกำกับถุงไปรษณีย์ของต้นทาง   ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ผู้เป็นกรรมการเปิดถุงจัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นใหม่ โดยระบุเที่ยวไปรษณีย์ วัน เดือน ปี ต้นทาง ปลายทาง เที่ยวบิน ชื่อเรือ หมายเลขของสิ่งของ จำนวนของสิ่งของ ฯลฯ ตลอดจนสภาพผิดปกติที่ตรวจพบ แล้วลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร (ในฐานะพยาน) กำกับไว้ในเอกสารดังกล่าวด้วย

(2.2.4) ในกรณีที่มีสิ่งของส่งทางไปรษณีย์   ซึ่งส่งมาผ่านประเทศไทยเพื่อให้ส่งต่อไปยังประเทศที่สามบรรจุรวมมาในถุง ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรจัดทำบัญชีรายการสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ส่งผ่านโดยอนุโลม ให้ใช้ ?บัญชีไปรษณีย์ภัณฑ์ยกเว้นอากร? (แบบที่ 114) แทนแล้วส่งมอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์นั้นให้แก่เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้ทำหน้าที่ปิดถุงไปรษณีย์ซึ่งจะลงลายมือชื่อรับมอบในเอกสารดังกล่าว ณ บริเวณที่กำหนด ทั้งนี้ จำนวนสิ่งของที่ส่งมอบรับมอบจะต้องตรงกับจำนวนที่ลงรายการในเอกสารดังกล่าว ณ บริเวณที่กำหนด หลังจากนั้นให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ดำเนินการส่งต่อไปยังปลายทางต่างประเทศต่อไป

(2.2.5) เมื่อเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย  ผู้เป็นกรรมการเปิดถุงได้ดำเนินการเปิดถุงเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้คัดเลือสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ออกเป็นประเภทตามข้อบังคับของกรมศุลกากร แล้วดำเนินการดังนี้

1) ลงรายการสิ่งของที่ยกเว้นอากรใน ?บัญชีไปรษณีย์ภัณฑ์ยกเว้นอากร? (แบบที่ 114)

2) ลงรายการสิ่งของ  ที่ต้องผ่านการประเมินภาษีอากรไว้ใน  ?บัญชีพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์อื่นที่เปิดตรวจประเมินอากรแล้ว? (แบบที่ 495)

3) ลงรายการสิ่งของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือที่ด่านศุลกากรจะเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้รับเองใน ?บัญชีกำกับไปรษณีย์ภัณฑ์ต้องเสียอากร หรือต้องห้ามต้องกำกัด? (แบบที่ 431)

4) บัญชีตามข้อ 2) และข้อ 3) ให้มีสำเนา 2 ชุด และ 4 ชุดตามลำดับและถ้าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ชิ้น/ห่อใดที่ลงรายการไว้มีคำสั่งของผู้ฝากส่งให้ละทิ้งในกรณีที่นำจ่ายไม่ได้ ให้ลงรายการไว้ในช่อง ?หมายเหตุ? ของบัญชีดังกล่าวข้างต้นด้วยว่า ?ละทิ้งหากนำจ่ายไม่ได้?

(2.2.6) ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากร  และเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เป็นกรรมการเปิดถุงลงลายมือชื่อส่งมอบ และรับมอบกันในบัญชีดังกล่าวข้างต้นในบริเวณที่กำหนดไว้แล้วให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรมอบสำเนาบัญชีชุดที่สองตามข้อ (2.2.5) ข้อย่อย 2) และสำเนาบัญชีที่สามตามข้อ (2.2.5) ข้อย่อย 3) ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยผู้เป็นกรรมการเปิดถุงเก็บรักษา      ไว้ด้วย

(2.2.7) ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย  ผู้เป็นกรรมการเปิดถุงกรอกรายการลงในใบแจ้งความ ป.91 หรือ ป.92 แล้วแต่กรณี โดยยกเว้น เฉพาะรายการตรวจ และประเมินภาษี/อากรของศุลกากรซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะเป็นผู้กรอกเอง เมื่อดำเนินการแล้วทั้งสองฝ่ายให้แนบใบแจ้งความไว้กับตัวห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่เป็นพัสดุไปรษณีย์ยกเว้นอากร และสิ่งของที่ต้องผ่านการประเมินอากร สำหรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่เป็นไปรษณีย์ภัณฑ์ประเภทยกเว้นอากรไม่ต้องออกใบแจ้งความ สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่จะมอบให้ด่านศุลกากรรับไปดำเนินการ ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยมอบเฉพาะตัวห่อแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร ส่วนใบแจ้งความให้จัดส่งตรงไปยังผู้รับโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

(2.2.8) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ผ่านการตรวจคัดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วและเห็นว่า  เป็นประเภท      ยกเว้นอากร ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงรายการใน ?บัญชีไปรษณีย์ภัณฑ์ยกเว้นอากร? (แบบที่ 114) และให้ประทับตราของด่านศุลกากรด้วยข้อความที่แสดงว่า ศุลกากรได้ตรวจคัดแล้วยกเว้นอากรโดยประทับบนตัวห่อและใบแจ้งความ (กรณีที่เป็นพัสดุไปรษณีย์ยกเว้นอากร) ให้เห็นได้ชัดเจนให้เจ้าหน้าที่ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อปิดถุงไปรษณีย์ส่งต่อให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปลายทางนำจ่ายให้แก่ผู้รับต่อไปสำหรับการรับ-ส่งมอบระหว่างกัน ให้เจ้าหน้าที่การ สื่อสารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อรับมอบใน ?บัญชีไปรษณีย์ภัณฑ์ยกเว้นอากร?(แบบที่ 114)

(2.3) การเปิดตรวจสิ่งของส่งทางไปรษณีย์จากต่างประเทศเพื่อการประเมินภาษีอากร

(2.3.1) การกำหนดว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ใด จะต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ จำนวนเท่าใดหรือเป็นของต้องห้าม หรือต้องกำกัดหรือต้องถูกทำลายเป็นอำนาจหน้าที่ของศุลกากรที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารแห่งประเทศไทยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ในผลอันเกิดจากคำวินิจฉัยสั่งการของศุลกากรหรือการดำเนินการใดๆ ของศุลกากร

(2.3.2) เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีหน้าที่เปิดหีบห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ เพื่อตรวจประเมินภาษีอากร โดยขอให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยดำเนินการให้ภายใต้การควบคุม และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร การเปิดหีบห่อต้องเป็นไปตามแนวของการหุ้มห่อของผู้ฝากส่ง และในลักษณะที่ไม่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการหุ้มห่อตามแนวเดิม  เว้นแต่ จะมีเหตุจำเป็นต้องเปิดโดยวิธีอื่น

(2.3.3) เจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้ตรวจสิ่งของบรรจุภายในเกี่ยวกับชนิด จำนวนของ สิ่งของที่บรรจุภายในแต่ละรายการ แล้วทำการประเมินและจดแจ้งในใบแจ้งความให้ถูกต้องโดยละเอียดชัดเจน      หลังจากนั้นให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประเมิน และเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อในฐานะพยาน พร้อมประทับตราประจำวันของที่ทำการแห่งนั้นไว้ในช่องที่กำหนดในใบแจ้งความด้วย หากสิ่งบรรจุภายในรายการใดชำรุดเสียหายให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรระบุสภาพชำรุดเสียหาย ที่ได้ตรวจพบลงในใบแจ้งเหตุส่งไปยังต้นทางต่างประเทศ และปลายทางในประเทศต่อไปด้วย หากสิ่งบรรจุภายในตามรายการที่ผู้ฝากส่งแจ้งไว้ไม่ตรงกับรายการที่ตรวจพบให้หมายเหตุน้ำหนักที่ชั่งได้ลงในใบแจ้งความด้วย แต่ถ้าน้ำหนักไม่ตรงกับที่สำแดงไว้ให้ เจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยร่วมกันจัดทำรายการสิ่งบรรจุในที่ตรวจพบโดยละเอียดอีกต่างหากเพื่อเป็นหลักฐานพร้อมกับลงลายมือชื่อไว้ทั้งสองฝ่าย และให้   เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดทำใบแจ้งเหตุแจ้งต้นทางต่างประเทศต่อไป กรณีที่ไม่มีเอกสารศุลกากร (C 1 หรือ C 2/CP 3 หรือ CP 2) แนบมาจากประเทศต้นทาง ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรหมายเหตุไว้ในใบแจ้งความด้วย

(2.3.4) เจ้าหน้าที่ศุลกากร มีหน้าที่ปิดหีบห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์  ซึ่งเปิดประเมินภาษีอากรเรียบร้อยแล้ว โดยขอให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยดำเนินการให้ภายใต้การควบคุมและ ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร การปิดหีบห่อให้ดำเนินการดังนี้

1) จัดวางสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในไว้ในลักษณะเดิม  และปิดห่อของให้มั่นคงใกล้เคียงกับสภาพเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ โดยอาจใช้เทปเหนียวหนาปิดตามรอยเปิด และผูกเชือกตามสภาพการห่อหุ้มเดิม หรือจะใช้ถุงพลาสติกเหนียวหนาบรรจุแล้วผูกมัดปากถุงไว้แทนการผูกเชือกก็ได้

2) เมื่อได้ปิดหีบห่อเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรประทับตราของด่านศุลกากร ซึ่งมีข้อความที่แสดงว่าการเปิดการตรวจเพื่อประเมินภาษีอากรเป็นการกระทำของด่านศุลกากร โดยประทับตราลงบนเทปที่ใช้ในการหุ้มห่อใหม่ในลักษณะที่คาบเกี่ยวกับห่อหรือของ

(2.3.5) การเปิด-ปิดตัวห่อ เพื่อประเมินภาษีอากรให้กระทำเป็นรายชิ้นและด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งบรรจุภายใน หรือทำให้สิ่งบรรจุภายในสลับห่อกัน

(2.3.6) หากผลของการประเมินปรากฏว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์นั้น  ได้รับการยกเว้นอากรให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรประทับตราของด่านศุลกากรด้วยข้อความ ที่แสดงว่าศุลกากรได้ตรวจประเมินแล้ว พร้อมทั้งประทับตราข้อความ ?ยกเว้นอากร? ไว้บนตัวห่อและบนใบแจ้งความที่เกี่ยวข้องให้เห็นได้ ชัดเจน แล้วให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรส่งมอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ได้รับยกเว้นอากรดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ปิดถุงไปรษณีย์พร้อมใบแจ้งความที่เกี่ยวข้องโดยให้ลงลายมือชื่อรับมอบใน ?บัญชีพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์อื่นที่เปิดตรวจประเมินอากรแล้ว? (แบบที่ 495)

(2.3.7) หากผลการประเมินปรากฏว่า   เป็นของต้องอากรและเจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องการให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้นำจ่าย เพื่อเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้รับให้ส่งมอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์       ดังกล่าว ให้แก่เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ปิดถุงไปรษณีย์พร้อมกับ        ใบแจ้งความที่เกี่ยวข้องโดยให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อรับมอบใน  ?บัญชีพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์อื่นที่เปิดตรวจประเมินอากรแล้ว? (แบบที่ 495) ณ ตำแหน่งที่กำหนด

(2.3.8) หากผลการประเมินปรากฏว่า ด่านศุลกากรนั้นจะทำการจ่ายสิ่งของให้แก่ผู้รับเอง รวมทั้งกรณีจะส่งไปจ่าย ณ ด่านศุลกากรอื่น ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรหมายเหตุไว้ใน ?บัญชีกำกับไปรษณีย์ภัณฑ์ต้องเสียอากรหรือต้องห้ามต้องกำกัด? (แบบที่ 431) พร้อมทั้งระบุชื่อด่านศุลกากรที่จะเป็นผู้จ่ายในช่อง ?หมายเหตุ? ประทับตราไว้ในใบแจ้งความและบนตัวห่อด้านจ่าหน้าด้วย ข้อความว่า ?ให้ส่งไปปฏิบัติพิธีการที่ด่านศุลกากร........? สำหรับการจัดส่งตัวห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ดังกล่าวไปยังด่านศุลกากรที่กำหนด ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรส่งคืนตัวห่อพร้อมใบแจ้งความให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยโดยใช้ ?บัญชีพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์อื่นที่เปิดตรวจประเมินอากรแล้ว? (แบบที่ 495) เป็นหลักฐานในการรับ-มอบเพื่อส่งต่อไปปลายทางต่อไป

(2.3.9) เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ประเมินภาษีอากรเรียบร้อยแล้ว  ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยประทับตราเรียกเก็บเงินค่าปฏิบัติการตามอัตรา ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้บนใบแจ้งความ และบนตัวห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีอากรให้

(2.3.10)ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรส่งมอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์   ที่ได้ผ่านการประเมินภาษีอากรเรียบร้อยแล้ว ตามข้อ (2.3.6) และข้อ (2.3.7) ให้แก่เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยซึ่งทำหน้าที่ปิดถุงไปรษณีย์พร้อมใบแจ้งความที่เกี่ยวข้อง โดยให้ลงลายมือชื่อรับมอบใน ?บัญชีพัสดุและไปรษณีย์ภัณฑ์อื่นที่เปิดตรวจประเมินอากรแล้ว? (แบบที่ 495) ทั้งต้นฉบับและสำเนาและมอบสำเนาฉบับที่สองให้แก่เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เก็บรักษาไว้

(2.3.11) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งกำหนดให้ด่านศุลกากรอื่นเป็นผู้จ่ายตามข้อ  (2.3.8)  ให้ส่งมอบให้แก่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ปิดถุงโดยใช้ ?บัญชีส่งคืนไปรษณีย์ภัณฑ์ที่ครบกำหนด 30 วัน? (แบบที่ 494)  ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยดังกล่าวระบุ       ข้อความว่า ?ส่งต่อด่านศุลกากร (ตามที่ระบุบนตัวห่อ)? ไว้ใน ป.27 กำกับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์นั้นๆ ให้เจ้าหน้าที่นำจ่ายของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปลายทางนำสิ่งของทางไปรษณีย์ ที่ได้รับไว้ตามความในวรรคก่อนไปนำจ่ายให้ด่านศุลกากรตามที่ระบุไว้ใน ป.27   หรือบนห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์นั้นๆ โดยให้เจ้าหน้าที่ของด่านศุลกากรที่รับมอบลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปี ที่รับมอบไว้ในใบจ่าย ป.4 หรือใบจ่ายรวม ป.4 พิเศษ ในกรณีที่ไม่สามารถ  นำจ่ายให้กับด่านศุลกากรได้อันเนื่องมาจากที่ตั้งของด่านศุลกากรอยู่นอกเขตจ่ายของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข หรือด้วยเหตุอื่นใดก็ตาม ให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขปลายทางออก           ใบแจ้งความ (.124)  ให้ด่านศุลกากรทราบ และให้เก็บรอสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไว้จนกว่าจะได้รับการติดต่อจากด่านศุลกากร เมื่อเก็บรอไว้ครบหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ  ให้ส่งคืนให้ที่ทำการผู้จัดส่งมา เพื่อแจ้งด่านศุลกากรที่เกี่ยวข้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

(2.3.12) ด่านศุลกากรใดได้รับใบแจ้งความจากที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขตามข้อ  (2.3.11)  หรือหนังสือแจ้งจากด่านศุลกากรเกี่ยวกับการจัดส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ที่ต้องเสียภาษีอากรแล้ว ให้ติดต่อขอรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์นั้นได้จากที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งความ หรือหนังสือแจ้งจากด่านศุลกากร

(2.4) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่คัดเข้าคลังศุลกากร

(2.4.1) กรมศุลกากรเป็นผู้รับผิดชอบ ในการจ่ายสิ่งของส่งทางไปรษณีย์   ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรระบุว่า ต้องคัดเข้าคลังตามกฎหมายศุลกากร

(2.4.2) การส่งมอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ตามข้อ (2.4.1) ให้แก่ด่านศุลกากรให้กระทำโดยใช้ ?บัญชีกำกับไปรษณีย์ภัณฑ์ต้องเสียอากร หรือต้องห้ามต้องกำกัด? (แบบที่ 431) ในการส่งสิ่งของ      ดังกล่าวข้างต้นเข้าคลังศุลกากรเพื่อจ่ายแก่ผู้รับโดยตรงให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยใช้ ?บัญชีกำกับไปรษณีย์ภัณฑ์ต้องเสียอากรหรือต้องห้ามต้องกำกัด? (แบบที่ 431) และให้ลงลายมือชื่อส่งมอบและรับมอบกันไว้ในบัญชีดังกล่าว

(2.4.3) ในการส่งสิ่งของทางไปรษณีย์จากคลังศุลกากร ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อให้ส่งต่อไปยังด่านศุลกากรอื่น ให้ทำการส่งมอบระหว่างกันโดยใช้ ?บัญชีส่งคืนไปรษณีย์ภัณฑ์ที่ครบกำหนด 30 วัน? (แบบที่ 494)

(2.4.4) การส่งต่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ได้รับการยกเว้นอากร  หรือสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ต้องเสียภาษีอากรไปยังที่ทำการปลายทาง ให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดส่งทางไปรษณีย์     โดยลงรายการในบัญชีกำกับถุงไปรษณีย์ในประเทศ (.27) อย่างละเอียดด้วยการระบุชื่อที่ทำการต้นทาง เลขหมายของสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ หรือหมายเลขกำกับตัวห่อที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร กำหนดที่ทำการปลายทาง และจำนวนเงินค่าภาษีอากร หรือรายละเอียดอื่นๆ ในช่อง      ?หมายเหตุ? ของบัญชีดังกล่าวด้วย

(2.5) การนำจ่าย

(2.5.1) การเตรียมการนำจ่าย การเก็บรักษา การรอจ่าย  การนำจ่าย การเรียกเก็บเงินค่าภาษีอากรและค่าปฏิบัติการ การส่งเงินค่าภาษีอากรและค่าปฏิบัติการ การหมายเหตุกรณีนำจ่ายไม่ได้และการส่งคืน ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง

(2.5.2) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ด่านศุลกากรได้ประเมินภาษีอากรแล้ว   และมอบให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยไปนำจ่ายผู้รับ หากผู้รับจะขอโต้แย้งการประเมินอากรหรือขอยกเว้นภาษีอากรที่ประเมินไว้  ให้ผู้รับทำคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมแนบใบแจ้งความ ป.91 หรือ ป.92  ส่งถึงด่านศุลกากรโดยผ่านที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ ให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องส่งคืนสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ขอโต้แย้งการประเมินอากร หรือขอยกเว้นภาษีอากรให้นายด่านศุลกากรทันทีและหมายเหตุบนตัวห่อว่า ?ส่งคืนเพื่อประเมินภาษีใหม่?

(2.5.3) ให้ด่านศุลกากรแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของผู้รับ  ตามข้อ  (2.5.2)   ให้ผู้รับและที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องทราบ หากผลการพิจารณาปรากฏว่าให้ลดหย่อน หรือยกเว้นค่าภาษีอากรที่ประเมินไว้ ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรแก้ไขจำนวนเงินค่าภาษีอากรในใบแจ้งความและบน   ตัวห่อสิ่งของส่งทางไปรษณีย์พร้อมลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขด้วย แล้วส่งคืนไปให้ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำจ่ายให้ผู้รับต่อไป

(2.5.4) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ด่านศุลกากรคัดเลือกไปจ่าย ให้ผู้รับเองหากด่านศุลกากรไม่อาจจ่ายให้ผู้รับได้ด้วยเหตุผลใดก็ตามภายในกำหนดเวลา 30 วันนับจากวันที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ให้ส่งคืนโดยลงรายการส่งคืนใน ?บัญชีส่งคืนไปรษณีย์ภัณฑ์ที่ครบกำหนด 30 วัน? (แบบที่ 494) พร้อมระบุการยกเลิกค่าภาษีอากร (ถ้ามี) ไว้ด้วย ในการส่งคืนให้มีการลงลายมือชื่อรับคืนไว้ใน ?บัญชีส่งคืนไปรษณีย์ภัณฑ์ที่ครบกำหนด 30 วัน?  (แบบที่ 494) ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรระบุสาเหตุการนำจ่ายไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษไว้บนตัวห่อ เช่น ?RETURNED : REFUSED? (ในกรณีผู้รับปฏิเสธที่จะรับของ) หรือ ?RETURNED : UNCLAIMED? (ในกรณีผู้รับไม่ได้มาติดต่อขอรับของ) เป็นต้น

(2.5.5) ให้ที่ทำการของการสื่อสารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องทำหนังสือแจ้งด่านศุลกากร     เพื่อขอ      ยกเลิกค่าภาษีอากรสำหรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ที่ผ่านการประเมินภาษีอากรและมอบให้   การสื่อสารแห่งประเทศไทยไปนำจ่ายผู้รับเพื่อเรียกเก็บภาษีอากรให้แก่ศุลกากร แต่ไม่สามารถนำจ่ายได้ และผู้ฝากส่งมิได้มีคำสั่งให้ละทิ้งในกรณีนำจ่ายไม่ได้ไว้แล้วดำเนินการตามคำสั่งของ  ผู้ฝากส่งต่อไปสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่กล่าวไว้ในวรรคต้น หากมีคำสั่งผู้ฝากส่งให้ละทิ้งในกรณีนำจ่ายไม่ได้ไว้ ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งมอบแก่ศุลกากรโดยมีหลักฐานการรับ-ส่งมอบระหว่างกันเพื่อนำไปขายทอดตลาดต่อไป

(2.5.6) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ส่งคืนต้นทางประเทศไทยที่ด่านศุลกากรคัดเลือกไปจ่ายให้ผู้ฝากส่งเอง เมื่อไม่อาจจ่ายได้ด้วยเหตุใดก็ตามภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับจากวันที่ได้รับมอบจาก     เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย ให้ส่งคืนการสื่อสารแห่งประเทศไทยตามวิธีที่กำหนดไว้ในข้อ (2.5.4) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ประเภทพัสดุไปรษณีย์ส่งคืน ที่เป็นเจ้าของต้องห้ามต้องกำกัด

(2.5.7) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ตกค้าง ซึ่งหมายถึง สิ่งของที่นำจ่ายให้ผู้รับไม่ได้ และไม่สามารถส่งคืน   ผู้ฝากส่งได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม เมื่อครบกำหนดเวลาการเก็บรักษาตามระเบียบแล้วให้       กรมศุลกากรและการสื่อสารแห่งประเทศไทยนำออกขายทอดตลาดโดยให้แยกหน้าที่ในการดำเนินการ ดังนี้

1) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ตกค้างที่ไม่เป็นของต้องอากร   ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย        ใช้อำนาจจำหน่ายตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

2) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ตกค้างที่เป็นของต้องอากร ซึ่งไม่มีผู้ยื่นหลักฐานขอรับของจากศุลกากรหรือที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่รับของไว้เพื่อนำจ่ายเมื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลา 2 เดือน 15 วัน  แล้วยังนำจ่ายแก่ผู้รับไม่ได้ให้แยกปฏิบัติดังนี้

(ก)       ในกรณีที่ไม่พึงส่งคืนแก่ผู้ฝากส่ง เช่น ผู้ฝากส่งมีคำสั่งให้ละทิ้ง ให้ด่านศุลกากรจำหน่ายตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบข้อบังคับของกรมศุลกากร

(ข)       ในกรณีที่พึงส่งคืนแก่ผู้ฝากส่ง   ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดการส่งคืน  หากผลปรากฏเป็นที่ยุติว่า  ของรายใดมิได้ส่งคืนให้จำหน่ายตามข้อ ()

(ค)       ในกรณีที่ปรากฎว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ต่างประเทศตกค้างรายใดเป็นของส่งไปจากประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในต่างประเทศส่งคืนกลับมาเพราะนำจ่ายแก่ผู้รับไม่ได้ ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยแจ้งเป็นหนังสือเพื่อให้ด่านศุลกากรพิจารณาผ่อนผันใบสุทธินำกลับและยกเว้นอากรตามพิกัดอัตราศุลกากรภาค 4 ประเภทที่ 1 เมื่อได้รับยกเว้นอากรแล้วให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยใช้อำนาจจำหน่ายตามข้อ ()

3) สิ่งของส่งทางไปรษณีย์รายใดอยู่ในอารักขาศุลกากรถึง 2 เดือน โดยไม่มีใบขนสินค้าอันได้รับรอง และไม่ได้เสียอากรหรือวางประกันค่าอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้น ให้ด่านศุลกากรจัดทำใบแจ้งเตือนฯที่สามารถนำจ่ายได้ทางไปรษณีย์แบบตอบรับพร้อมบัญชีสรุปของเกิน 2 เดือนในงวดนั้นๆ ให้กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยดำเนินการจัดส่งใบแจ้งเตือนฯ ไปยังผู้นำเข้าที่นำของนั้นเข้ามาเพื่อไปปฏิบัติพิธีการศุลกากรเสียอากรหรือวางประกันค่าอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้น  และรับของไปภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว หากครบ 15 วันแล้วผู้นำของเข้ายังไม่ไปปฏิบัติพิธีการศุลกากรเพื่อขอรับของออกไปตามที่ได้รับคำบอกกล่าว ให้ด่านศุลกากรจำหน่ายเป็นของตกค้างตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบข้อบังคับของกรมศุลกากร

4) ในกรณีที่สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ตกค้างเป็นของต้องห้ามต้องกำกัดที่ส่งออกหรือนำเข้า   โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ด่านศุลกากรยึดดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่น  ที่เกี่ยวข้อง

(2.5.8) เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ (2.5.7) ข้อย่อย 1) และ ข้อย่อย 2) () แล้วให้การสื่อสาร แห่งประเทศไทยนำเงินรายได้ไปดำเนินการเป็นค่าภาระผูกพันของการสื่อสารแห่งประเทศไทยต่อไป  ความในวรรคก่อนไม่รวมถึงกรณีมีคำสั่งของผู้ฝากส่งให้ละทิ้ง

(3) การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือกรมศุลกากรอาจขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนี้ได้ โดยแจ้งเหตุผลความจำเป็น และข้อความที่ต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้อีกฝ่ายหนึ่งพิจารณา ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะร่วมกันดำเนินการ    แก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงนี้ต่อไป

 

 


 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์
111 ซอย 5 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ 10020

EMAIL: webmaster@postalcustoms.com

“**^^จงจดจำคำชมที่ได้รับ และลบลืมคำดูถูกที่ได้ยิน"^^**